Archive for the Category ◊ sport betting ◊

Author:
• Monday, February 06th, 2012
แตงโม

แตงโม ผลไม้เพื่อสุขภาพ (Woman Plus)

สำหรับสาวคนใดที่ชื่นชอบการรับประทานผลไม้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ในประเทศหรือต่างประเทศ แต่มีผลไม้ชนิดหนึ่งที่สาว ๆ ทั้งหลายไม่ควรพลาด นั่นก็คือ…แตงโม

เนื่องจากในผลแตงโมมีสารสำคัญสีแดงที่มีชื่อว่า ”ไลโคปีน” (Lycopene) ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งในเนื้อแตงโมยังมี ”เบตาแคโรทีน” (Beta-Carotene) ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ รวมถึงยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย

แตงโม

นอกจากนี้เปลือกแตงโมยังมีสาร ”ซิทรูไลน์” (Citruline) ที่มีส่วนช่วยขยายเส้นเลือดซึ่งเป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสารนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย

สำหรับผู้หญิงคนใดที่ต้องการลดความอ้วน แตงโมอาจกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของคุณได้ เนื่องจากแตงโมมีแคลอรี่ต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีที่ช่วยป้องกันไข้หวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือจะเป็นโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย

ใครที่เคยเมินเชิดใส่แตงโม ควรรีบเปลี่ยนทัศนคติแล้วหันกลับมาให้ความสนใจในคุณประโยชน์และรสชาติหวานอร่อยของแตงโมอย่างเต็มที่

Author:
• Monday, February 06th, 2012
เจนนิเฟอร์ อนิสตัน

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน

เจนนิเฟอร์ อนิสตัน

Q : ฉันอยากหุ่นสวยเหมือนเจนนิเฟอร์ อนิสตัน มีเคล็ดลับอะไรบ้างไหมคะ

A : เคล็ดลับง่าย ๆ ของ เจน ก็คือ ระวังเรื่องการกิน ซึ่งผู้หญิงหลายคนมักใช้วิธีการจำกัดแคลอรี ซึ่งส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานช้าลง และรู้สึกหดหู่ระหว่างวัน แต่เจนใช้วิธีการทานอาหารให้ช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้สมองสั่งกระเพาะคุณว่าอิ่มเพียงพอแล้ว

หลังจากนั้น ให้หาเวลาออกกำลังกายด้วยลองใช้วิธีการกระชับต้นขาทั้งด้านในและด้านนอก ด้วยเกมไพ่ 10 ใบต่อไปนี้ วิธีการก็คือ ยืนแยกขาออกพอประมาณ วางไพ่ไว้ที่ด้านซ้ายของตัวเอง ค่อย ๆ นั่งย่อตัวลง และเกร็งหน้าขาไว้ขณะหยิบไพ่ทีละใบให้ย้ายไปอยู่ฝั่งขวา ทำจนครบ 10 ใบ และทำซ้ำอีกครั้ง เท่านี้ก็จะได้หุ่นและขาเรียวสวยแบบเจนแล้ว

Author:
• Wednesday, January 11th, 2012

“แม่ซื้อ” ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นหูของคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ในอดีต รวมถึงพี่ป้าน้าอายุคนี้อีกหลายคน แต่ก็เชื่อว่าในบางพื้นที่ หรือบางคน ความเชื่อเรื่องแม่ซื้ออาจไม่เคยได้มีโอกาสย่างกรายเข้าไปทำความรู้จักก็เป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่วิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทในทุกๆ ด้าน และอาจทำให้ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณถูกมองข้าม จนเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันได้ในที่สุด

 

 

สำหรับความเชื่อเรื่องแม่ซื้อนั้น บ้างก็ว่า แม่ซื้อเกิดมาเพื่อพิทักษ์รักษาเด็กไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย บ้างก็เชื่อกันว่าเป็นเทวดา ภูติ ผี หรือ วิญญาณ ในความเชื่อของคนสมัยก่อน ที่เชื่อว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาต้องมีแม่ซื้อประจำวันเกิดคอยดูแล เพื่อพิทักษ์รักษาไม่ให้เด็กเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นความเชื่อที่มีอยู่ทุกภาค โดยในสมัยก่อนจะมีการเขียนภาพแม่ซื้อลงในแผ่นผ้าขาว ลักษณะคล้ายยันต์เพื่อแขวนไว้ที่เปลเด็ก โดยเขียนด้วยยางมะเดื่อ และระบายสีแม่ซื้อตามสีอาภรณ์และสีกายของแม่ซื้อประจำวันนั้นๆ และด้านหลังผ้าขาวนี้ ยังต้องลง ภาพท้าวเวสสุวัณ ทั้งหน้ายักษ์และหน้ามนุษย์ไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่จะเกิดกับเด็ก

ความเชื่อนี้ เป็นความเชื่อที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ตลอดจนพิธีปฏิบัติเกี่ยวกับแม่ซื้อแตกต่างกันออกไปด้วย ทั้งนี้ อิทธิพลจากวัฒนธรรมของดินแดนใกล้เคียงมีผลค่อนข้างมาก

ยกตัวอย่างเช่น ในภาคกลาง เชื่อว่า “แม่ซื้อ” เป็นภูตประจำทารก มีอยู่ 7 ตน มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ได้แก่

 

  • วันอาทิตย์ชื่อ “วิจิตรมาวรรณ” มีหัวเป็นสิงห์ มีผิวกายสีแดง
  • วันจันทร์ชื่อ “วรรณนงคราญ” มีหัวเป็นม้า มีผิวสีขาวนวล
  • วันอังคารชื่อ “ยักษบริสุทธิ์” มีหัวเป็นควาย ผิวกายสีชมพู
  • วันพุธชื่อ “สามลทัศ” มีหัวเป็นช้าง ผิวกายสีเขียว
  • วันพฤหัสบดี มีชื่อว่า “กาโลทุกข์” มีหัวเป็นกวาง มีผิวกายสีเหลืองอ่อน
  • วันศุกร์มีชื่อว่า “ยักษ์นงเยาว์” มีหัวเป็นโค ผิวกายสีฟ้าอ่อน
  • วันเสาร์ชื่อว่า “เอกาไลย์” มีหัวเป็นเสือ ผิวกายสีดำ

 

 

กล่าวกันว่าแม่ซื้อทั้งเจ็ดตนนี้ แต่ละตนจะสำแดงเดชให้ทารกได้รับความเจ็บป่วยแตกต่างๆ กันไป เช่น ทำให้ปวดท้อง อาเจียน ร้องไม่หยุด หรือบางครั้งก็มีอาการหวาดผวา ส่วนในภาคเหนือ “แม่ซื้อ” หมายถึงเทวดาที่คุ้มครองเด็กแรกเกิดหรือเป็นเทวดาประจำตัวทารก ซึ่งก็จะมี 7 ตนเช่นกัน แต่ละตนก็จะมีชื่อเรียกและการแต่งกายคล้ายกับทางภาคกลาง

หันไปทางภาคใต้ ชาวบ้านมีความเชื่อว่า “แม่ซื้อ” เป็นสิ่งเร้นลับ จะมีฐานะเป็นเทวดาหรือภูตผีก็ไม่ปรากฏชัด ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๒ ขวบ มีด้วยกัน 4 ตนเป็นผู้หญิงชื่อ ผุด ผัด พัดและผล

ส่วนทางภาคอีสาน ได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับแม่ซื้อจากเขมร จึงมีความเชื่อว่า แม่ซื้อคือแม่คนเก่า ที่มีหน้าที่สร้างทารกในครรภ์ขึ้นมา จากนั้นก็คอยเฝ้าเลี้ยงดูจนกระทั่งคลอด แล้วก็ยังตามมาดูแลด้วยความรัก แม่ผีพรายนี้เมื่อเห็นเด็กทารกมีแม่ใหม่ก็เกิดความหวงแหน อยากได้ลูกกลับไปอยู่เมืองผีกับตน จึงดลบันดาลให้เด็กเกิดอาการเจ็บป่วย เป็นต้น

ขณะที่สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ ได้มีการกล่าวถึงความเชื่อเรื่อง แม่ซื้อ เอาไว้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีการเกิดของคนไทย เมื่อเด็กเกิดมาแล้วต้องมีแม่ซื้อ โดยสมมติให้มีหญิงที่คุ้นเคยกับครอบครัวของเด็กมาขอซื้อเด็กไปจากพ่อแม่ เพื่อเป็นการแสดงให้ผีรู้ว่าพ่อแม่ไม่อาลัยรักในลูก จึงให้คนอื่นซื้อไป เพราะถ้าแสดงว่ารักลูกห่วงลูกแล้ว ผีที่มีจิตใจริษยาอาจมาเอาชีวิตเด็กไปได้

พิธีรับขวัญทารกในแต่ละภาค

จากความเชื่อที่แตกต่างกัน ทำให้ในแต่ละภูมิภาคมีพิธีเกี่ยวกับแม่ซื้อแตกต่างกันออกไปด้วย โดยในภาคกลาง จะมีการทำพิธีที่ชื่อว่า “พิธีบำบัดพิษแม่ซื้อ” โดยผู้ทำพิธีจะทำบัตรขึ้นมาใบหนึ่ง ในบัตรจะใส่ของกินต่างๆ เช่น ข้าว น้ำ กุ้งพล่า ปลา ฯลฯ และตุ๊กตาดินรูปผู้หญิงนั่งพับเพียบประคองเด็กอยู่ในตัก เมื่อเจ้าพิธีกล่าวคำในพิธีจบก็จะหักหัวตุ๊กตาใหัหลุดออก เสมือนให้แม่ซื้อเอาไปเล่นแทนได้ เชื่อกันว่า ทารกจะไม่เจ็บป่วยจากการรบกวนของแม่ซื้ออีก

ส่วนของภาคใต้ เด็กทารกเกิดใหม่จะมีพิธีชื่อว่า “ทำแม่ซื้อ” หรือ “เสียแม่ซื้อ” โดยเชื่อว่าพิธีดังกล่าวเป็นสิริมงคลแก่ตัวเด็ก และจะได้รับการดูแลรักษาด้วยดีจากแม่ซื้อ การทำพิธีมักจะทำในวันเกิดของเด็ก หากเป็นวันข้างขึ้นก็ให้ใช้วันคี่ ข้างแรมให้ใช้วันคู่

สำหรับภาคอีสาน จะมีพิธีรับขวัญเด็กอ่อน ด้วยการนำเด็กทารกมาใส่กระด้งร่อน แล้วกล่าวว่า “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใคร ใครเอาไปเน้อ” ฝ่ายพ่อแม่ก็จะรับว่าเป็นลูกตน คนทำพิธีก็จะส่งลูกให้ แม่ซื้อเดิมก็จะรู้ว่าทารกนั้นเป็นลูกคนแล้ว และจะไม่มารบกวนอีก

Author:
• Wednesday, January 11th, 2012

 

น้อยหน่า-ผล

 

พูดถึงน้อยหน่า คงเป็นผลไม้โปรดของหลาย ๆ คน เนื่องจากมีรสหวานอร่อย แต่บางคนบอกว่ามีแต่เมล็ดไม่น่าทานสักนิด

น้อยหน่า มีชื่อเรียกได้หลายอย่าง เช่น น้อยแน่ มะแน่ มะโอจ่า ลาหนัง สุดแล้วแต่จะเรียก “แต่มันก็คือน้อยหน่าลูกสีเขียว ๆ นี่ล่ะค่ะ น้อยหน่าเป็นพืชยืนต้นใบเดี่ยวติดกับลำต้น ใบรูปรีปลายแหลมหรือมน ดอกเล็ก 4 กลีบ สีเหลืองอมเขียว กลิ่นหอม ลูกกลม มีตุ่มนูนรอบผล เนื้อสีขาว รสหวาน เม็ดสีดำ ใช้เมล็ดปลูก พบได้ทั่วไป น้อยหน่าเป็นผลไม้รสหวาน มีแป้งมากและยังมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้

ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ใบสดและเมล็ด ใช้รักษาโรคกลาก เกลื้อน และฆ่าเหา ซึ่งจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า น้ำคั้นและน้ำมันคั้นจากเมล็ดและใบมีฤทธิ์ฆ่าเหาได้ จึงแนะนำใช้เป็นยาฆ่าเหาสำหรับเด็กจะได้ผลดีมาก และประหยัดค่าใช้จ่าย

ถ้าหากรู้ว่าตัวเองเป็นเหาหรือผู้อื่นเป็น ให้ลองเอาเมล็ดน้อยหน่าประมาณ 10 เมล็ด หรือใบสดประมาณ 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมะพร้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ ขยี้ให้ทั่วศีรษะแล้วใช้ผ้าคลุมโพกศีรษะไว้ ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วสระผมให้สะอาด แต่ระวังอย่าให้เข้าตา เพราะจะทำให้แสบตาและตาอักเสบได้ สรรพคุณดีขนาดนี้ ไม่ลองไม่รู้

น้ำยาเมล็ดน้อยหน่า ฆ่าเหาได้ถึง 98% ในเวลา 2 ชั่วโมง กลายเป็นภูมิปัญญา ที่เหมาะกับสังคมชนบท เพราะน้อยหน่าหาง่าย ปลูกแทบทุกครัวเรือน (และเหาก็หาง่าย แทบทุกครัวเรือนเช่นกัน) น้อยหน่าเป็นพืชที่นิยมปลูกทั่วเมืองไทยและปลูกมากเป็นพิเศษทางภาคอีสาน เด็กชอบน้อยหน่าเพราะมีน้ำตาลผลไม้มาก ลูกสุกๆ หวานจัด กินแล้วให้พลังงานรวดเร็ว มีแรงไปวิ่งตะลอนๆ ตามเพื่อนต่อไป

อันที่จริง นอกจากน้ำตาล น้อยหน่ายังมีสารอาหารหลายชนิด มีแคลเซียมบำรุงกระดูก และวิตามินซีอยู่ในปริมาณพอควร ไม่มีเบต้าแคโรทีนเหมาะจะกินเสริมกับผลไม้ชนิดอื่น เพื่อความหลากหลาย

ผลไม้เหม็นเขียวลูกหน้าชังชนิดนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนไทย จนนึกเอาว่า น้อยหน่าเป็นผลไม้ไทย บางคนไปเห็นชาวออสเตรเลียปลูกน้อยหน่า ทึกทักเอาว่า เขาแอบขโมยพันธุ์ไม้เมืองไทยไปปลูก

ไม่ใช่สักหน่อย น้อยหน่าเป็นผลไม้ต่างประเทศที่นำเข้าเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา เชื่อว่า น้อยหน่ามีถิ่นกำเนิดอยู่แถวอเมริกากลาง ชาวโปรตุเกสได้นำน้อยหน่ามาปลูก ในอินเดียเมื่อหลายร้อยปีก่อน ต่อมาจึงเดินทางเข้าสู่สยามประเทศ บันทึกทูตชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้กล่าวถึงน้อยหน่าไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2230-2231 ในระยะแรกปลูกกันแถบลพบุรี อยุธยา ทุกวันนี้น้อยหน่าพันธุ์ดี ของลพบุรีมีชื่อว่า ” น้อยหน่าพระที่นั่งเย็น “ หรือ ” น้อยหน่าพระนารายณ์ “

ชาวพื้นเมืองอเมริกากลางเรียกน้อยหน่าว่า แอนโนน่า (Annona) ซึ่งแผลงมาเป็นน้อยหน่า ตามลิ้นคนไทย แต่ชื่อที่เป็นมาตรฐานสากล (ชื่อวิทยาศาสตร์) คือ Annona squamosa Linn ในวงศ์ Annonaceae ฝรั่งเรียกน้อยหน่าว่า Sugar Apple หรือ Sweet sop

น้อยหน่ามีญาติพี่น้องทั่วโลกราว 50 ชนิด แต่ที่รับประทานได้มีเพียง 5 ชนิด คือ น้อยหน่า น้อยโหน่ง ทุเรียนน้ำ ชิริโมยา (เป็นน้อยหน่าพันธุ์ที่นิยมทั่วโลก) และอิมาลาซึ่งปลูกมากในอเมริกากลาง

สายพันธุ์พืชจำพวกน้อยหน่าจะมีเอกลักษณ์ที่ผล ผลของพืชจำพวกน้อยหน่า มีลักษณะคล้ายหัวใจบันทึกสมัยโบราณเคยเรียกน้อยหน่าว่า ลูกหัวใจวัว

น้อยหน่าหนึ่งผล มีเนื้อและเมล็ดมากมาย เพราะมันเป็นผลไม้จำพวกผลกลุ่ม คือมีหลายรังไข่ รังไข่แต่ละอันจะเจริญเป็นผลย่อย ติดอยู่บนฐานเดียวกัน เปลือกแต่ละผล ย่อมหลอมรวมเข้าเป็นผืนเดียวกันคลุมด้านนอก ส่วนเนื้อน้อยหน่าก็คือเนื้อของรังไข่ ที่เจริญขึ้นมานั่นเอง

สายพันธุ์น้อยหน่าในไทย มีหลายชนิด แต่ที่นิยมบริโภคในปัจจุบันคือ น้อยหน่าหนัง ซึ่งเป็นสายพันธุ์มาจากเวียดนาม นำเข้ามาปลูกครั้งแรกที่อุบลราชธานีในปี พ.ศ.2475

ยังมีพืชในสกุลนี้อีกสองสองชนิดที่คล้ายน้อยหน่า คือน้องโหน่ง ซึ่งมีผลโตกว่าน้อยหน่า หนังสีน้ำตาลแดงหรือชมพูเวลาสุก เนื้อเป็นสีขาว รสชาติออกทางมันไม่ค่อยหวาน คุณค่าทางอาหารคล้ายกัน แต่มีวิตามินเอสูงกว่า ปลูกประปรายทางภาคอีสานและกลาง และอีกชนิดหนึ่งคือทุเรียนน้ำ ปลูกมากทางภาคใต้ ทุเรียนน้ำมีผลใหญ่ที่สุด ในบรรดาพืชจำพวกน้อยหน่า บางครั้งผลหนักกว่า 2 กิโลกรัม ดูคล้ายขนุนลูกเล็กๆ ผลสุกสีเขียวปนน้ำตาลอ่อน เนื้อหวานอมเปรี้ยว วิตามินซีสูง นิยมคั้นน้ำดื่มชุ่มคอ

ในใบและเมล็ดน้อยหน่า มีสารเคมีชื่อ Anonaine เด็ดใบมาตำให้แหลก คลุกกับน้ำมันพืชใช้พอกหัวฆ่าเหาได้ดี แต่ต้องระวังไม่ให้เข้าตาจะเกิดอาการอักเสบ ฤทธิ์ฆ่าเหาเกิดจากสาร Anonaine ในใบและเมล็ด นอกจากนี้ในส่วนเมล็ดยังมีน้ำมัน อยู่ประมาณ 45% ประกอบด้วยกรดอินทรีย์อัลกาลอยด์เรซิน สเตียรอยด์ และอื่นๆ อีกหลายชนิด

ดังนั้น กินน้อยหน่าอย่าทิ้งเมล็ด ลองตรวจดูผมลูกๆ เห็นเหาละก้อ ไม่ต้องซื้อหายาฝรั่งราคาแพง จัดการเลย ด้วยกระบวนท่า เมล็ดน้อยหน่า อาละวาดพิฆาตเหา

Author:
• Tuesday, January 10th, 2012

นอกจากความเป็นแม่บ้านแม่เรือนในตัวของผู้หญิงแล้ว ผู้ชายยังต้องการคู่คิดที่ดี และอีกหลายคุณสมบัติที่ผู้ชายต้องการ

         ในยุคสมัยนี้คงหมดยุคของผู้หญิงที่คอยเป็นช้างเท้าหลังเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่บ้านรอปรนนิบัติผู้ชายแล้วล่ะ แล้วคุณผู้ชายเองก็คงไม่ได้ต้องการแม่บ้านแต่ต้องการเพื่อนคู่ชีวิตที่คอยรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาในยามที่ท้อแท้ คุณสมบัติของผู้หญิงที่ผู้ชายต้องการมีอะไรบ้างเรามาดูกัน

      ผู้ชายต้องการความอ่อนโยน
        คงไม่มีผู้ชายคนไหนหลงรักความก้าวร้าวของผู้หญิงหรอกใช่ไหม ยกเว้นแต่เขาจะหลงรักความห้าวหาญที่ออกมาอย่างจริงใจและใสซื่อเท่านั้นล่ะ ไม่ใช่แค่บุคลิกอ่อนโยนที่จะสามารถมัดใจชายให้หลงรักหัวปักหัวปำได้ แต่ความอ่อนโยนภายใต้ก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจและความรู้สึกนี่ล่ะ ที่จะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกได้ถึงความสบายใจเมื่อได้อยู่ใกล้เธอ

      ถ้าเลือกได้ก็อยากได้ผู้หญิงไม่เที่ยว
        ผู้ชายอาจจะปฏิเสธได้ว่าไม่ซีเรียสหรอกนะถ้าเธอจะเป็นหญิงสาวท่องราตรี คำพูดนี้จะออกมาจากปากเขาในช่วงแรกๆ ที่เค้าต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับเราเท่านั้น แต่เมื่อเขาต้องการมองหาคู่ชีวิต คงจะลำบากถ้าคู่ชีวิตของเขาขยันปาร์ตี้ทุกคืนวันศุกร์เสาร์ ดูยังไงมันก็ไม่เหมาะกับพวกเขาหรอกจริงไหม

      ไม่กินเหล้า สูบบุหรี่
        ผู้หญิงกินเหล้า สูบบุหรี่ คงไม่เหมาะล่ะมั้งถ้าเขาคิดจะหาแม่ของลูกขึ้นมา อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติในปัจจุบันเลยค่ะ ถึงแม้เจ้าตัวเขารับได้ แค่ครอบครัวเขาคงต้องบ๊ายบายเป็นแน่ เอาเป็นว่าสำหรับผู้หญิงที่ทำงานแล้วต้องเข้าสังคมก็จิบไวน์แบบสวยๆ พอประมาณแล้วกันค่ะ

      เอาอกเอาใจ ขี้อ้อน
         เอาอกเอาใจมันเป็นสิ่งที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ต้องการ แต่ขี้อ้อนนี่ต้องระมัดระวังนิดนึง เพราะมันมีเส้นบางๆ ระหว่างคำว่าขี้อ้อน กับเซ้าซี้ ขี้อ้อนในที่นี้หมายถึงผู้หญิงที่พูดจาน่ารักไพเราะ คะๆ ขาๆ ทุกคำพูดมันก็คงดูรื่นหู แต่เอาแค่พองามนะคะ เพราะถ้ามากเกินไปมันจะดูเกินเลยไปจนถึงไม่จริงใจไปเลย ถ้ามันไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร่บอกได้เลยค่ะว่า เขา Say good bye จากคุณแน่นอน

      เคารพและให้เกียรติ
          ถามก่อนว่าเราเองต้องการให้เขาเคารพและให้เกียรติเราหรือไม่ เพราะคงทุกคนเรียกร้องต้องการความเสมอภาคอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริงผู้ชายอาจไม่ต้องการความเสมอภาคจากผู้หญิงไปซะทุกเรื่อง ในบางครั้งเราจึงควรให้เกียรติ และเคารพในความคิดของเขาบ้าง หากแต่ต้องการแนะนำอะไรในฐานะเพื่อคู่คิด ควรใช้เหตุผลและความรู้สึกหวังดีที่ออกมาจากใจของเราจริงๆ

      ให้พื้นที่ส่วนตัวกับเขาบ้าง
ชีวิตคู่ยังไงก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวในชั่วขณะนึงเหมือนกันนะ พื้นที่ส่วนตัวที่ต้องเว้นไว้ให้เขานั่นก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจ หากคุณระแวงโดยไม่มีสาเหตุไม่ว่าเขาจะไปทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง กับใคร อีกไม่นานคุณคงได้เข้าสู่สถานภาพหย่าร้าง ไม่ต้องกลัวว่าการที่คุณปล่อยเขาให้อยู่เพียงลำพังโดยที่คุณไม่รู้ว่าเขาทำอะไรอยู่บ้างจะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาสามารถหาเวลาไปเจอกิ๊กได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริงต่อให้เขามีกิ๊กสักกี่คน เขาก็ต้องยอมแพ้ให้กับทุกๆ ข้อที่คุณมีให้กับเขาอย่างแน่นอน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ชายต้องการคืออิสระ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ในกรงขังจนมากเกินไป ขอแค่พอประมาณให้เกิดความเกรงใจกันเป็นพอค่ะ